ประสบการณ์..ครั้งแรก!! กับ Chef’s Table by เชฟอาร์ต มันเป็นอย่างนี้นี่เอง (เชฟหล่อมาก)

ประสบการณ์..ครั้งแรก!! กับ Chef’s Table by เชฟอาร์ต มันเป็นอย่างนี้นี่เอง (เชฟหล่อมาก)

Exclusive Dinner by เชฟอาร์ต ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ Celebrity Chef ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารดัง อาทิ EST.33 ของสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ต้องบอกว่า..ประสบการณ์ Chef’s Table ครั้งแรกมันรู้สึกตื่นเต้น !! จนทำอะไรไม่ค่อยถูก ได้รับเกียรติเป็น 1 ใน 5 Blogger ที่ไปร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำย่านใจกลางเอกมัย นัดครั้งนี้เกิดขึ้นที่บ้านของเชฟอาร์ต ผู้ที่จะปรุงแต่งอาหารสุดพิเศษให้พวกเราได้ลิ้มรสความอร่อยในบรรยากาศสุดเป็นกันเอง โดยอาหารในค่ำคืนนี้เป็นอาหารสไตล์ Chef’s Table

เชฟอาร์ต-cheftable
Chef’s Table by ChefArt เป็นบ้านของเชฟอาร์ตเองในย่านเอกมัย

Chef ‘s Table แปลตรงตัวก็คือ โต๊ะของเชฟที่ไว้สำหรับทำอาหาร เป็นการแสดงความสามารถของเชฟในการปรุงอาหารมื้อพิเศษ สำหรับแขกพิเศษแบบส่วนตัว ผู้ร่วมรับประทานอาหารในมื้อพิเศษจะได้เห็นกรรมวิธีในการปรุงอาหาร แต่ละเมนู แต่ละจานอย่างใกล้ชิด เชฟจะบรรจงสร้างสรรค์เมนูที่จัดขึ้นอย่างตั้งใจ อาหารจานแต่ละจานที่ทำเรียบร้อยจะเสิร์ฟให้ทานทันที แขกผู้มีเกียรติที่ได้เข้าร่วมรับประทานสามารถพูดคุยแบบใกล้ชิดกับเชฟได้ตลอดเวลา

ในค่ำคืนพิเศษนี้ เชฟอาร์ต (Chef’s table by Chef Art) ได้จัดเตรียมเมนูอาหารพร้อมเครื่องดื่มแบบ Exclusive ให้พวกเราแบบสุดๆ สัมผัสถึงความประทับใจตั้งแต่โต๊ะของเชฟ (Chef’s Table) เป็นห้องครัวที่เพียบพร้อมอุปกรณ์ เพื่อสร้างสรรค์เมนูอร่อยเสิร์ฟให้กับแขกพิเศษ ในการปรุงรสชาติอาหารแต่ละจานของ เชฟอาร์ต เริ่มตั้งแต่ไปจ่ายตลาดด้วยตัวเอง คัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ ใช้เวลาในการจัดเตรียมเลือกสรรวัตถุดิบที่ลงตัวถึง 2 วัน ( เห็นถึงความพยายาม-ตั้งใจของเชฟ ) หลังจากนั้น จึงค่อยคิดเมนูซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำกัน อาหารแต่ละจานที่ปรุงขึ้นจึงไม่มีชื่อเมนู และสูตรการทำที่ตรงตัวเหมือนกันในแต่ละครั้ง เป็นการปรุงโดยใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มี หัวใจกับปลายนิ้วสัมผัสที่รักในการปรุงแต่งอาหาร รสชาติจึงออกมาอร่อย และกลมกล่อม เข้ากันด้วยการเลือกเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มรสชาติลงตัวตัดกับอาหารที่เชฟสร้างสรรค์ในแต่ละเมนู

Appetizer-เชฟอาร์ต
ขนมปังฝรั่งเศสเสิร์ฟคู่กับน้ำมันมะกอก (extra virgin olive oil) แทรกด้วยน้ำส้มบัลซามิก (Balsamic vinegar)

เริ่มกันด้วยจานแรกกับ แอพพิไทเซอร์ (Appetizer) เรียกน้ำย่อยกันก่อนค่ะขนมปังฝรั่งเศสเสิร์ฟคู่กับน้ำมันมะกอก (extra virgin olive oil) แทรกด้วยน้ำส้มบัลซามิก (Balsamic vinegar) เชฟอาร์ตแนะนำให้ฉีกขนมปังจิ้มทานกับซอส พิเศษตรงที่ตัวซอสน้ำส้มบัลซามิก เชฟอาร์ตปรุงรสขึ้นใหม่ ออกรสอมเปรี้ยวนิดๆ ตัดกับความมันของน้ำมันมะกอกได้ดี

เชฟอาร์ต-Cheftablebychefart-Appetizer

อีกสักพัก เชฟอาร์ตจัด กุ้งผัดน้ำมันมะกอกพร้อมกระเทียมสับตัดรสด้วยพริกแห้งโรยด้วยเกลือ มาให้ทานคู่กับขนมปังเพิ่ม แค่จานแรกก็เรียกน้ำย่อยให้น้ำลายสอได้แล้วหล่ะค่ะ ไม่อยากจะคิดว่าเมนูต่อไปจะเป็นอะไรน้า พร้อมกับชะเง้อคอยาวแอบไปดูเชฟทำเมนูต่อไปที่เตา (บางครั้งทนไม่ไหววิ่งไปเก็บภาพซะเลย ^_^ )

Cheftable-เชฟอาร์ต-apple
Main Course จานแรก Butter poached lobster, seared diver scallop caviar with apple salad, chanterelle mushroom, apple reduction and lobster sauce

Butter poached lobster, seared diver scallop caviar with apple salad, chanterelle mushroom, apple reduction and lobster sauce (อันนี้คือชื่อเมนู !! )

กุ้งล็อบสเตอร์ (Lobster) อบเนย หอยเชลล์ (Scallop) ย่างท๊อปด้วยไข่ปลาคาเวียร์ (Caviar) ทานคู่กับเห็ดชองเทอเรลล์ (Chanterelle mushroom) สลัดแอปเปิล (apple salad) ราดด้วยซอสที่ปรุงแต่งขึ้นพิเศษด้วยผลแอปเปิ้ล (apple reduction) และซอสโฟมกุ้งล็อบสเตอร์ (lobster sauce)
ได้ชิมแล้วต้องขอยืมคำของนักชิมชื่อดังมา ( talongin.com ) ว่ามัน “จมเขี้ยว” ชมัด

butter-poached-lobster-เชฟอาร์ต

lobster-apple-reduction-เชฟอาร์ตค่อยๆบรรจงทีละคำกับ กุ้งล็อบสเตอร์สด จุ่มด้วยน้ำซอส apple reduction เข้าปากปุ๊บ ล็อบสเตอร์เนื้อเด้งกรุบในปาก หวาน ออกมาตัดรสชาติกับน้ำซอสได้อย่างลงตัว หอยเชลล์ย่างท๊อปด้วยไข่ปลาคาเวียร์ก็มีความสด หวานฉ่ำไปด้วยกลิ่นซีฟู้ด ไม่แพ้กัน เชฟอาร์ตแนะนำเมนูที่นี้ว่า อาหารให้กลิ่นอายแบบทะเล (Seafood) ให้ลองทานคู่กับ Syder Bay Pop กลิ่น Apple ดู ว่าจะลงตัวมั้ย (จบคำแนะนำกระดกแก้วทันที !! ) อรืม..เก๋กู๊ดค่ะ รสเครื่องดื่มชูรสชาติอาหาร ให้หวานและมีกลิ่นละมุนของแอปเปิ้ลมากขึ้น ลื่นคอทีเดียวค่ะ

homemade-pasta-by-เชฟอาร์ต

homemade-pasta-with-syder-bay-pop
Homemade pasta with crab lump, fennel and cherry tomato

Homemade pasta with crab lump, fennel and cherry tomato
เส้นพาสตาสด สุดพิเศษในจานนี้ ตัววัตถุดิบหลักคือเส้นนั้น เชฟอาร์ต ใส่ความตั้งใจลงไปเพิ่มโดยการทำตัวเส้นเอง (ปั้นสดและรีดเองกับมือ เครื่องมือพร้อมมาก) ผัดคลุกลงไปด้วยเนื้อปูก้อนโต พร้อมมะเขือเทศเชอร์รี่ โรยปรุงรสด้วยเม็ดยี่หร่า พริกแห้ง น้ำมันมะกอก และเกลือลงไป

homemade-pasta-with-syder-bay-pop
ตัวเส้น เชฟอาร์ต ใส่ความตั้งใจลงไปเพิ่มโดยการทำตัวเส้นเอง

โดยส่วนตัวทานเส้นพาสต้าน้อยมาก เพราะทั่วไปนั้นเส้นจะฟูพองจนมีน้ำแป้งเหนียวๆออกมาทำให้รู้สึกเลี่ยนและทานได้น้อย แต่จานนี้ทานหมดค่ะ เส้นที่ เชฟอาร์ต ทำออกมานั้นมีส่วนผสมของแป้งน้อยมาก ไม่นุ่มเละจนเกินไป ตัวแป้งให้ความหอม เส้นเหนียวนิดๆ พอได้ปรุงรสด้วยเม็ดยี่หร่า พริกแห้งตัดความรู้สึกเลี่ยนไปทันที แต่อาหารประเภทผัดยังคงความมันอยู่ไม่น้อย จานนี้เชฟเลยยังคงเสิร์ฟให้ดื่มพร้อม Syder Bay Pop กลิ่น Apple ยกนิ้วให้จานนี้อีกจาน

เชฟอาร์ต-foiegras-whitepeach

duo-foie-gras-with-Syder-Bay- Raggae
Duo foie gras with caramelized white peach

Duo foie gras with caramelized white peach
foie gras คือ ตับห่านที่ขุนให้อ้วนเป็นพิเศษ ฟัวกราได้ชื่อว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุด จานนี้เชฟอาร์ต สร้างสรรค์มาให้ชิมรสถึง 2 รสชาติ ด้วยการนำตับห่านไปซูวี (Sous Vide คือ วิธีทำสเต็กให้ออกมามีระดับความสุกที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด เนื้อสัมผัสที่ได้จะนุ่มและเพอร์เฟ็คท์ที่สุด ) แล้วเพิ่มความอร่อยขึ้นอีกระดับด้วยการนำไปย่าง (pan fry) ให้พอหอม
เสิร์ฟกับเครื่องเคียงคือ ซอสพีชขาวผสมคาราเมล (caramelized white peach) ตัวน้ำซอสเชฟอาร์ตได้คิดปรุงรสด้วยสูตรเฉพาะของตนเอง

duo-foie-gras-with-Syder-Bay- Raggae

จานนี้ตับห่านที่ถูกขุนให้อ้วนจะมีความมันปนเลี่ยนเป็นพิเศษ 1 ชิ้นที่เสิร์ฟโดยซูวี (Sous Vide) จึงต้องทานสลับตัดกับชิ้นที่ย่างจิ้มเข้าปากพร้อมเนื้อพีช จุ้มด้วยซอสพีชเข้าปากควบคู่ไปด้วย เพื่อให้รสชาติที่ได้ไม่เลี่ยนจนเกินไป หลังจากทานมาได้สักระยะ เชฟอาร์ตเสิร์ฟเครื่องดื่ม Syder Bay Raggae กลิ่น Peach ให้ดื่มตัดรสเลี่ยนของตับห่าน จะดีหรือเปล่าน้า (ยกเล็กน้อย) ตาเบิกกว้างโต !! ต้องบอกว่า เออจริงแฮะ ทำให้กลับมาทานจานหลักได้จนหมด ( คิดได้ไงวัยรุ่น งง ) กว่าจะได้สูตรที่ลงตัว เชฟต้องสั่งสมประสบการณ์ที่สูงมาก รู้แบบนี้แล้วค่อยๆหั่นเข้าปากลิ้มรสชาติ พร้อมเครื่องดื่มออกรสละมุน

Crispy-pork-chefart-cheftable-เชฟอาร์ต

Syder-Bay-Jazz-เชฟอาร์ต
Crispy pork belly, pluma iberico and tenderloin with pea puree grilled zucchini and red berry sauce

Crispy pork belly, pluma iberico and tenderloin with pea puree grilled zucchini and red berry sauce
หมูสามชั้นทอดกรอบ เนื้อสันในอบย่าง เนื้อสันคอหมูสเปน พร้อมด้วยน้ำซุปข้นถั่วลันเตา และซอสเบอร์รี่สีแดง จานนี้ต้อง Wow ค่ะ ถ้ารู้ถึงกรรมวิธีในการเตรียมวัตถุดิบหลักซึ่งก็คือ หมูย่างที่เลือกใช้เป็นหมูจากประเทศสเปน เชฟบอกว่าที่ใช้หมูสเปนเพราะวิธีเลี้ยงจะให้วิ่งตามธรรมชาติ(หมู freelance ^_^) กินธัญพืช เนื้อจะมีความหวาน กล้ามเนื้อจะแข็งแรง มองครั้งแรกทำไม หมูสามชั้นทอดกรอบ ไม่เห็นเหมือนที่เราเคยกินเป็นประจำแล้วจะกรอบได้อย่างไร จ้องที่จะชิมรสชาติตัวนี้ก่อนเป็นคำแรกทันทีที่เชฟเสิร์ฟ ผลปรากฏว่าตัวเนื้อนุ่มมาก (ผ่านกระบวนการซูวีมา 16 ชั่วโมง เพื่อสลายไขมันออก O_O ) ไม่พิเศษก็ไม่รู้จะเรียกคำไหนแล้วค่ะ คงต้องเป็น พิเศษมาก !!

crispy-pork-เชฟอาร์ต

นอกจากเนื้อนุ่มแล้ว หนังกรอบจริงแฮะ ตัวหนังกรอบกรุบๆ เบาๆไม่กรอบแข็งแห้งๆฝืดคอ แตะพร้อมซุปถั่วข้นและซอสเบอร์รี่จะพอดีคำ บรรยายไม่ถูก เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม Syder Bay Jazz หอมกลิ่น Red Berry (ถ้ามีโอกาสลองไปชิมรสชาติอาหารสไตล์ Chef’s Table by Chef Art กันดูค่ะแล้วจะรู้ว่า Vespa ไม่ได้โม้เลย..ฟิน ! หมุนตัวพร้อมเสียงเพลง Jazz สามรอบเบาๆ )

เชฟอาร์ต-cheftablebychefart-matchalava

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เชฟอาร์ต ยังคงให้ความใส่ใจกับแขกผู้มาร่วมรับประทานอาหารในแต่ละค่ำคืนสุดพิเศษ ด้วยเมนูปิดท้าย Chef’s Table ในวันนี้ เป็นขนมหวานที่ทำขึ้นเฉพาะ Matcha lava ผงโก้โก้เคลือบอยู่รอบนอกให้รสขมนิดๆ อัดแน่นด้วยเนื้อเค้กด้านในที่ยังชุ่มฉ่ำไปด้วยรสชาติชาเขียวมัทฉะ แบบชาเขียวญี่ปุ่นแท้ กลิ่นหอมเข้มข้นไหลเยิ้มเป็นลาวา เสิร์ฟร้อนๆทานคู่กับไอศกรีมวนิลา และผลไม้สดรสเปรี้ยวๆ หวานๆ สำหรับคอชาเขียวญี่ปุ่นมัทฉะ (Matcha lover) และช็อกโกแลตแล้ว ห้ามพลาดเมนูนี้เลยนะค่ะ

matcha-lava-เชฟอาร์ต
Matcha Lava

โดยส่วนตัว Vespa เอง เปรียบการทำอาหารแบบ Chef’s Table by เชฟอาร์ต เสมือนศิลปะแขนงหนึ่ง เชฟกำลังวาดภาพ โชว์ฝีมือลวดลายในการปรุงรสอาหารที่อร่อยมากที่สุดในค่ำคืน ด้วยการใช้วัตถุดิบอย่างดีที่เตรียมไว้จัดลงจานอย่างสวยงามและปราณีต สมกับเป็นมื้อสุด Exclusive ที่เคยทานมาเลยค่ะ นอกจากจะได้รับรสชาติที่ชุ่มฉ่ำของอาหารแล้ว เมนูที่ทำในแต่ละจานต้องเป็นเมนูสุดพิเศษที่ไม่เคยทำขายมาก่อน มีไอเดียสร้างสรรค์ไปแบบไม่สิ้นสุด บรรยากาศและการร่วมพูดคุยให้ความรู้เรื่องอาหาร เป็นไปด้วยความสนุกสนาน ผ่านไป 4 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ Chef’s Table by Chef Art ในวันนี้เป็นมื้อที่สมบูรณ์ และอยู่ในความทรงจำตลอดไป

สามารถติดตามผลงานของ Chet’s Table by Chef Art ได้ที่ : Instagram cheffyart #cheftablebychefart (แหล่งอ้างอิงชื่อเมนูอาหารสุดพิเศษในค่ำคืนที่พิเศษสุด)

พร้อมอ่านมุมมองเรื่องราวของ Chef Art เพิ่มเติมได้ที่ :
ประสบการณ์ Chef’s table ครั้งแรกกับเซฟอาร์ต
เปิดตำนาน Chef’s Table ความอร่อยที่ไม่สิ้นสุด กับเชฟอาร์ต