Category Archives: TRAVEL

Sol House Bangkok สถานที่สุดโรแมนติกใจกลางลาดพร้าว

Sol House Bangkok สถานที่สุดโรแมนติก ใจกลางลาดพร้าว ..ที่ควรรู้จัก
สถานที่สุดโรแมนติก ใจกลางลาดพร้าว พร้อมเนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันระดับพรีเมียมพร้อมเนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวย หรูหรา มีพื้นที่กว้างขวาง และยังมีมุมถ่ายรูปสวยไม่ว่าจะจัดแบบพิธีเช้าแบบไทย หรือจะจัดแบบงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสได้ภาพสวยแน่นอน และนอกจากความหรูหราแล้วที่นี่ยังมีความโรแมนติก และยังมีโซนสวนด้านนอกที่โอบล้อมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ตัดกับสีขาวของตัวอาคารได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ การสร้างช่วงเวลาที่ดีร่วมกันในวันสำคัญของชีวิตท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่น นอกจากจะสร้างความทรงจำที่ดีให้กับคู่บ่าวสาว ยังสร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาร่วมงาน

หนึ่งในคนที่สะท้อนภาพนี้ได้ดีที่สุดคือ “คุณยงยุทธ ดิลกศักดากุล” กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok สถานที่รับจัดงานแต่งงานและงานอีเวนต์ย่านลาดพร้าว ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ เนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ แต่สามารถจัดเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวย หรูหรา มีพื้นที่กว้างขวาง เป็นพื้นที่ที่คู่บ่าวสาว แสดงออกถึงรสนิยม ความคิด และไลฟ์สไตล์ผ่าน Sol House Bangkok

นอกจากนี้ การจัดงานแต่งงานมีการปรับตัวเข้าสู่รูปแบบที่ไม่ใหญ่ งบประมาณสมเหตุสมผล กระชับงบไม่บานปลาย ที่สำคัญเทรนด์ที่มาแรงคือการจัดงานในสถานที่พิเศษที่ไม่ใช่โรงแรม โดยมี Wedding Planner Organizer คุมต้นทุนและรันคิวงาน หนึ่งในสถานที่จัดงานแต่งงานและงานอีเวนท์ที่น่าสนใจ Sol House Bangkok ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 แต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ถือเป็น Wedding Venues ที่ไม่ควรมองพลาด ภายใต้การบริหารงานของนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง “คุณยงยุทธ ดิลกศักดากุล” กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok สถานที่รับจัดงานแต่งงานและงานอีเวนต์ย่านลาดพร้าว ที่เอาใจว่าที่บ่าวสาวที่ไม่ได้ต้องการความเรียบหรูอลังการ แต่ต้องการความเรียบง่าย เก๋ มีความโมเดิร์น และอยากได้พื้นที่แบบกว้างขวาง จุดเด่นของที่นี่ก็ คือสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น ความโค้งที่ดูแปลกตา แต่ให้ความโรแมนติกและอบอุ่น ไม่ว่าจะถ่ายรูปตรงมุมไหนรูปที่ออกมาจะสวยและน่าประทับใจสามารถจัดงานแต่งแบบไทย แบบจีน และแบบฝรั่ง และมุสลิม รวมถึงแขกในงานรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าที่นี่สามารถเปลี่ยนงานแต่งในฝันของคุณให้เป็นจริง

ยงยุทธ จาก Sol House Bangkok เมื่อธุรกิจดีขึ้น จึงขยับขยายทำอพาร์ทเมนต์ โรงแรม Apartelle Jatujak Hotel แต่ประสบปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิด
ทำให้ธุรกิจชะงัก จึงเป็นที่มาของการคิดทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ไม่อิงกับต่างประเทศ 100 % “ช่วงโควิด ทุกอย่างยากไปหมด จึงคิดว่าจะทำอะไรดี ที่ธุรกิจไปได้ด้วยและไม่อิงกับต่างประเทศร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงกลายเป็น Sol House Bangkok เนรมิตพื้นที่สู่ความล้ำเลิศแห่งอนาคต รองรับการจัดงานได้หลากหลายรูปแบบ”

ที่นี่เป็นที่ดินเก่า ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางลาดพร้าว ด้วยพื้นฐานการทำธุรกิจโรงแรมและนำเข้าสินค้าให้กับสถานประกอบการหลายแห่ง ทำให้คุ้นชินกับดีไซเนอร์ จึงมีความได้เปรียบในการออกแบบตกแต่งสถานที่ได้อย่างหรูหราสวยงาม แม้ครั้งแรกจะคิดเปิดเป็นสตูดิโอเท่านั้น แต่ด้วยพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านออกาไนซ์มานานนับสิบปีนำเสนอ จึงเปลี่ยนเป็นธุรกิจรับจัดงานแต่งงานและการบริการงานอีเวนท์ต่างๆ แบบครบวงจร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโซล เฮ้าส์ แบงคอค
Sol House Bangkok ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 38 เข้าซอยมาประมาณ 400 เมตรเท่านั้น สถานที่แห่งนี้มีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ครบวงจร โดยเป็นอาคารสูง 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่จอดรถ ชั้น 2 ออกแบบให้เป็นโถงทางเข้าสำหรับลงทะเบียน จุดรับแขก ห้อง A Little Red Room สไตล์โรงแรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าระหว่างก่อนหรือหลังพิธีการ รวมถึงห้องงานหมั้น Oliver & Owen และ ส่วนของ Hall ใหญ่ และ ไฮไลท์ของที่นี่คือบันไดวน และห้องส่งตัวหนึ่งห้องนอนที่แตกต่างจากที่อื่น ออกแบบให้สามารถเปิดได้กว้างเพื่อสะดวกต่อการบันทึกภาพระหว่างพิธีการ

คุณยงยุทธ กล่าวถึงกระแสตอบรับ ว่า “ที่นี่ เปิด เดือนตุลาคม ปี 2568 งานที่ได้รองรับไปแล้ว มีงานถ่ายละครของบริษัท แกรมมี่ ซึ่งจัดฉากใหญ่เป็นงานแต่งงาน การจัดปาร์ตี้ขอบคุณลูกค้า ส่วน งานหลักคือ งานแต่งงาน ผลตอบรับค่อนข้างดี 3-4 เดือนมีคู่รักจองเข้ามาประมาณ 30 คู่

จากจุดที่แบรนด์โรงแรมใหม่ชื่อดัง เคยเป็นคำตอบหลัก วันนี้อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการแต่งงานที่ขาดไม่ได้เลย คือ สถานที่จัดงานที่เสริมแกร่งด้วยจุดแข็งที่แตกต่าง ที่ราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลักการในการทำธุรกิจของผม หลายๆ ครั้งเราเริ่มต้นจากความชอบ บ่งบอกถึงสไตล์ของเราและคนรัก จากจุดเริ่มต้น ตรงนี้เหมือนธุรกิจใหม่ แต่เราก็ไม่ใช่มือใหม่ ในวงการนำเข้าเรานำเข้าวัสดุก่อสร้างโรงแรมมาหลายแห่ง ส่วนดีไซเนอร์มืออาชีพ มีประสบการณ์มามาก ซึ่งการบริหารงานค่อนข้างมั่นใจว่า ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จัดเตรียมให้สำหรับ คู่บ่าวสาว ค่อนข้างสมบูรณ์ งานจัดเลี้ยงตัวเองอาจจะใหม่แต่มีพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านออกาไนซ์มานาน ซึ่งทีมงานที่มาที่นี่ไม่ใหม่เลย ทีมรันคิวมีประสบการณ์มากกว่าสิบปี ด้วยจำนวนวคู่บ่าวสาวนับพันคู่ การจัดเดคคอเรชั่นต่างๆ โดยพาไปชมเบื้องหลังทุกอย่าง ตั้งแต่การหาโลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบ”

คุณยงยุทธ ยังกล่าวต่อว่า ด้วยความที่ Sol House ศูนย์กลางของสถานที่จัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพ เราคิดว่าเราทำสิ่งที่ทำเต็มที่ให้กับลูกค้าในราคาที่สมเหตุสมผล และการเลือกซัพพลายเออร์ต่าง ๆ รองรับทุกฟังก์ชันการจัดงานอีเวนต์ได้หลากหลาย ด้วยระบบที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ สามารถปรับขนาดพื้นที่ได้ตามความต้องการ พร้อมออกแบบไฟเพดานและทีมที่มีประสบการณ์ในการจัดงานมานับสิบปี ซึ่งที่ฮอลล์ใหญ่ สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 250 – 300 คน ดีไซน์และตกแต่งพื้นที่ใหม่ทั้งหมดให้มีความทันสมัย สวยงามเป็นเอกลักษณ์สะกดทุกสายตา เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ Luxury Experience ที่แตกต่างกว่าสถานที่จัดงานอื่น ที่นี่ที่เดียวคุณสามารถปรึกษา Wedding Planner & Organizer ที่สามารถมอบความพิเศษทั้งความประทับใจและความบันเทิงไว้ในที่เดียวอย่างสมบูรณ์แบบครบจบทุกพาร์ทเนอร์ในที่เดียว”

สามารถสอบถามหรือติดต่อทาง Facebook : Sol House Bangkok
Line : @solhouse , Instragram : SolHouseBangkok

Pearly ดันแคมเปญ International Day of Happinessส่ง “หมอนซุกมือน้องเพิร์ลลี่” สร้างกระแสพร้อมรุกบริการแคทเทอริ่ง


Pearly ร่วมฉลอง “วันความสุขสากล” ปลุกสีสันตลาดชาเมืองไทย ส่ง “น้องเพิร์ลลี่” เพื่อนซี้พลังบวก ร่วมสร้างความสดใสด้วยโปรโมชันพิเศษ “มีนาแล้ว มีน้องเพิร์ลลี่หรือยัง” โชว์ไอเท็มสุดน่ารัก “หมอนซุกมือน้อง PEARLY” เติมเต็มทุกโมเมนต์แห่งความสุข ชูคุณภาพและความอร่อยมัดใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ประกาศบุกธุรกิจ Catering จากหน้าร้านสู่องค์กรและอีเว้นต์ เดินสายเสิร์ฟความสดชื่น เพิ่มความประทับใจในทุกโอกาส

ร้านชา Pearly โดย บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ในเครือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (OR) ร่วมส่งมอบความสุขความสดชื่นต้อนรับวันความสุขสากลในเดือนมีนาคมนี้ ด้วยโปรโมชันพิเศษ “มีนาแล้ว มีน้องเพิร์ลลี่หรือยัง” ไอเท็มลิมิเต็ด หมอนซุกมือน้อง PEARLY ที่ออกแบบจากมาสคอตประจำแบรนด์ เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความสุขและพลังบวกในทุกไลฟ์สไตล์ โดยลูกค้าสามารถร่วมโปรโมชั่น เมื่อซื้อเครื่องดื่มกลุ่มราคา 39 บาทครบ 2 แก้ว รับสิทธิ์แลกซื้อ หมอนซุกมือน้อง PEARLY สุดน่ารัก ในราคา 299 บาท จากปกติ 499 บาท เติมเต็มความสุขทุกไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน และทุก ๆ การเดินทาง หรือจะมอบให้กับคนที่คุณรัก สะสมได้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ร้าน Pearly ที่ร่วมรายการ

นอกจากนั้นยังได้เปิดบริการการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ในรูปแบบแคทเทอริ่ง (Catering) ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพแบรนด์ จากหน้าร้านสู่โมเดล “เสิร์ฟถึงที่” รองรับทั้งงานประชุมสัมมนา งานเลี้ยงในโอกาสพิเศษ ไปจนถึงอีเว้นต์ขนาดใหญ่ โดยชูจุดแข็งด้านคุณภาพ วัตถุดิบมาตรฐานการผลิต และความหลากหลายของเมนูที่สามารถปรับแพ็กเกจได้ตามงบประมาณ ด้วยวาไรตี้ของเครื่องดื่มและอาหารที่มีให้เลือกหลากหลาย ส่งมอบความประทับใจให้กับทุกช่วงเวลา ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ โทร.093-020-0032 และ 085-489-5705 หรือที่ Fanpage Facebook Jiffy Catering

Pearly ยังคงสร้างสรรค์แบรนด์ที่แข็งแกร่งเพื่อครองใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงจุดเด่นจากการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากใบชาพรีเมี่ยม ชงสดใหม่แก้วต่อแก้ว รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ผสมผสานลงตัวกับไข่มุกที่มีความ นุ่ม หนึบ อร่อย พร้อมเมนูเครื่องดื่มที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพอีกนานาชนิด โดยร้านชา Pearly ตั้งอยู่บริเวณร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station-Jiffy) กว่า 70 สาขา

ทั่วประเทศ และติดตามกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษจากน้องเพิร์ลลี่
ได้ที่ Fanpage Pearly เพิร์ลลี่และ Line@pearlyteaสนใจแฟรนส์ไชส์
ร้าน Pearly สามารถติดต่อได้ที่ 081-752-9032

Pullman Khon Kaen รีแบรนด์สู่ “The Heritage Grand Khon Kaen” 1 มี.ค.นี้

โรงแรม Pullman Khon Kaen เตรียมก้าวสู่บทใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยการรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์และประสบการณ์การบริการครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงแรมสัญลักษณ์ Iconic Hotel คู่เมืองขอนแก่น ให้สอดรับกับทิศทางการเติบโตของเมือง ตอกย้ำจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมอีสาน พร้อมจุดแข็งเจาะตลาด MICE ในเขตอีสาน ด้วยห้องคอนเวนชั่นใหญ่ที่สุด จุคนได้มากว่า 1,800 คน, Kronen Brauhaus ต้นตำรับเบียร์แบบไมโครบริวรายแรกในอีสาน และยกเครื่องระบบภายในโรงแรมทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่การเป็น “โรงแรมสีเขียว” (Green Hotel)

ดร.สุนทร และดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทน้ำตาลราชบุรี, บริษัท เอส แอนด์ เอ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด และผู้บริหารโรงแรม The Heritage Grand Khon Kaen & Convention ได้แถลงถึงการรีแบรนด์ “โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น” ในนามใหม่ “โรงแรม เดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น” ว่า


“การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อโรงแรม นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป แต่ยังเป็นการปรับตำแหน่งทางการตลาด (Re-positioning) สู่ตลาด MICE ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการปรับปรุง “โครงสร้างหลักของอาคาร”และสะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาโรงแรมให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น และไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ พร้อมเสริมศักยภาพด้านการจัดประชุม สัมมนา และอีเวนต์ขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทั้งนี้ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารของกลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มน้ำตาลราชบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานโรงแรมระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Varana Hotel Krabi

‘วารานา’ มีที่มาของความหมาย VANA = ป่า NAVA =น น้ำ VARA = คน เป็นโรงแรมที่ผสมผสานความหรูหรา ความสะดวกสบาย และการออกแบบที่ทันสมัยที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาไว้มากมาย ซึ่งมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ มีการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีส่วนร่วมในการสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เพราะการออกแบบของทุกพื้นที่ในนี้ก็มีความหมายและได้ประโยชน์สูงสุด เปิดประสบการณ์ใหม่ของการพักผ่อน กับโรงแรม ที่ออกแบบทุกองค์ประกอบด้วยหัวใจแห่งความยั่งยืน จากแนวคิด “การใช้ชีวิตอย่างสมดุล” สู่ดีไซน์ร่วมสมัยที่กลมกลืนกับธรรมชาติ

เริ่มต้นการเข้าพักด้วยการ Check-in เลือก Welcome Drink จากตู้เย็นเป็นน้ำสมุนไพรท้องถิ่น ก่อนจะพาเรานั่งรถตุ๊กๆไฟฟ้า EV ให้คำแนะนำสถานที่โดยรอบของโรงแรม และส่งยังห้องพัก แนะนำข้อมูลต่างๆ ขอโรงแรมโดยละเอียด โรงแรมนี้เปิดใหม่ได้ไม่นานมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆ

Varana Hotel Krabi
‘วารานา’ มีที่มาของความหมาย VANA = ป่า NAVA =น น้ำ VARA = คน
𝐉𝐀𝐈
ภายในโรงแรมมีร้านของฝากและงานแฮนด์คราฟต์ที่เป็นฝีมือจากท้องถิ่นมาจัดแสดงให้เราได้เลือกชมเลือกช้อปกันด้วย นอกจากจะได้ของดีและมีคุณภาพแล้ว ยังได้สนับสนุนฝีมือของศิลปินท้องถิ่น
OLYMPIC POOL ขนาดสระ 7 x 50 ม. สำหรับว่ายน้ำแบบแข่งขันว่ายน้ำ

จากห้องพักมองเห็นสระว่ายน้ำ OLYMPIC POOL ขนาดสระ 7 x 50 ม. สำหรับว่ายน้ำแบบแข่งขันว่ายน้ำ และความลึกสูงสุดที่ 3 ม. สามารถดำน้ำฝึกสกิล Freediving มีฟินให้ใช้ Paddle board ให้พาย และมี Sea Scooter ให้เล่นไม่ต้องกังวลเพราะมีไลฟ์การ์ดสแตนบายในช่วงเวลาที่เปิดให้บริการ กิจกรรมที่เปิดให้ทุกคนเข้าร่วมคลาสไม่เหมือนกัน สามารถดูได้จากบอร์ดกิจกรรมและโปรแกรมตอนเช็คอิน

โรงแรมนี้มีเรื่องความยั่งยืน Wellness Hotel และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทุกท่านที่มาพักจะได้สัมผัสกับประสบการณ์พักผ่อนแบบ ‘เวลเคชัน’ ท่ามกลางวิวอันงดงามของภูเขาและทะเลอันดามัน ทั้งยังเปิดรับแนวคิดการเป็นที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่นี่มีการจัดการอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
โรงแรมสไตล์ Minimalist Luxury เอาใจสายรักตัวเองและรักโลกและสังเกตได้จากทุกอย่างภายในโรงแรม เน้นการพักผ่อน อากาศดี มีกิจกรรม ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพตนเองอย่างยั่งยืนด้วยวิถีธรรมชาติบาบัด
เรื่องอาหาร ‘วารานา’ ใช้วัตถุดิบจากสวนปลูกเอง และยังสนับสนุนสินค้าจากคนท้องถิ่น คัดมาแล้วว่าปลอดสารพิษ สดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นซีฟู๊ดจากเรือประมง เนื้อสัตว์จากฟาร์มออแกนิก นำมาใช้ในส่วน ห้องอาหาร

VANA = ป่า NAVA = น้ำ VARA = คน
เพราะธรรมชาติที่ดีคือความสมดุลระหว่าง 3 สิ่ง
รูปทรงสามเหลี่ยมแห่งความสัมพันธ์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและมั่นคง

รายละเอียดเพิ่มเติม จองโดยตรงที่
FB : Varana Hotel Krabi
Tel : 075-656989
Reservation: 065-928-6852, rsvn@varanahotel.com
Website: varanahotel.com/kkt
Map : maps.app.goo.gl/e3oNeVJ8d9XY5uQb8

จุดชมวิวผาย้อนตะวัน – เกษตรเชิงธรรมชาติ

มาเที่ยวสระบุรี หาลานกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ หามุมธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร แนะนำให้แวะลานกางเต็นท์ ผาย้อนตะวัน ดินแดนแห่งหุบเขาที่ครอบคลุมพื้นที่สระบุรี เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทำให้ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และนานาพันธุ์ งดงามต่อใจ ใครที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศของ วิวผาย้อนตะวัน

เมื่อไหร่ที่เราเงียบธรรมชาติจะส่งเสียงดัง ที่นี่มาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ความสวยจะต่างกันตามฤดูกาล มาที่นี่รับรองได้ชมวิวหลักล้านของขุนเขา ทะเลหมอก ที่ลานกางเต็นท์ไม่ว่าจะมากับแก๊งส์ หรือ ยกครอบครัว หรือมากับคนรู้ใจ ดีงาม เหมาะแก่การมาเติมพลังใจ ละทิ้งความเหนื่อยจากการทำงาน วิวสวย โรแมนติก ชมแสงแรกของวัน ที่สาดส่องลงบนทะเลหมอก ตกเย็นชมอาทิตย์ตกดินไปพร้อมกับแสงของท้องฟ้าที่ไล่เป็นเฉดสีต่างๆ ก่อนจะชมแสงดาวนับล้านที่ส่องประกายในยามค่ำคืน ใครมีโอกาสได้มากางเต็นท์นอนท่ามกลางธรรมชาติที่นี่ รับรองฟินสุดๆ เป็นลานกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ อีกแห่งที่หลายคนบอกว่า มาเยือนแค่ครั้งเดียว ทำให้ตกหลุมรัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาค้างคืน บนผาย้อนตะวัน มีบริการบ้านพักและลานกางสำหรับนักท่องเที่ยว ทีทุกคนไม่ต้องเตรียมเต็นท์ไปเอง ที่นี่มีบริการที่หลากหลายตามความต้องการของท่าน

ลานวิวสวยริมผา สระบุรี และจุดชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ที่ผาย้อนตะวัน ลานกางเต็นท์ มวกเหล็ก จ.สระบุรี ลานสวยบรรยากาศดี ชมพระอาทิตย์ตกงามๆ จองล็อคได้ด้วย มีโซนแคมป์คาร์ บ้านพัก คาเฟ่เครื่องดื่ม มีน้องๆสัตว์ทั้งหลาย แกะ ไก่ นก กระต่ายให้ชม ห้องน้ำดีมีน้ำอุ่น กับลานครบครันสะดวกสบาย การเข้าพักต้องจองล่วงหน้าเท่านั้นนะคะ

ที่ผาย้อนตะวัน มีฝูงแกะน่ารักให้เด็ก ๆ ได้เพลิดเพลินลานกางเต็นท์กว้างขวาง วิวสวยรอบทิศอากาศสดชื่น เติมพลังใจได้เต็มที่

ผาย้อนตะวัน – เกษตรเชิงธรรมชาติ
298 ตำบล หนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก สระบุรี 18180
ติดต่อกางเต็นท์ที่เพจ : ผาย้อนตะวัน
โทร. 081 295 1999

#ผาย้อนตะวัน #ลานกางเต็นท์สระบุรี
#กางเต็นท์วิวภูเขา#ทริปครอบครัว #ทริปคู่รัก #หมอกยามเช้า #ชมพระอาทิตย์ตกดิน #เที่ยวเชิงธรรมชาติ #พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ #campinglife #naturelover

DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025

จัดยิ่งใหญ่ แฟนคลับดิสนีย์แห่ร่วมงาน สวรรค์ของนักสะสม แบรนด์ของเล่นระดับโลกร่วมสร้างสีสันเต็มพื้นที่

ก้าวเข้าสู่โลกของ Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars – DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมตอกย้ำความยิ่งใหญ่ในฐานะหนึ่งในงานของเล่นของสะสมธีมดิสนีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอด 4 วันเต็ม งานได้รวบรวมทัพของเล่น ของสะสม และสินค้าลิขสิทธิ์จากแบรนด์ระดับโลก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวสุดรักของ Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars

วันเปิดงานเต็มไปด้วยแฟนดิสนีย์ นักสะสม และผู้เข้าชมทุกวัย ที่มาร่วมช้อปคอลเล็กชันใหม่ล่าสุดและสินค้าลิมิเต็ดที่ห้ามพลาด ธีมของปีนี้คือ “Discover the world of Disney” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ โดยมีไฮไลต์คือจุดถ่ายรูปสุดน่ารัก “Stitch Preserved Flower” ขนาดสูง 1.8 เมตร และกิจกรรม Meet & Greet กับเพื่อนคนพิเศษจากเรื่อง Lilo & Stitch ตอกย้ำประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่แฟนดิสนีย์ทั่วโลกต้องมาเยือน

งานนี้จัดโดย The Walt Disney (Thailand) Company Limited ร่วมกับ Asaki International Co., Ltd., Central Pattana Public Company Limited, Shopee (Thailand) Co., Ltd., Advanced Wireless Network Co., Ltd. และ Toytopia Co., Ltd. ซึ่งในปีนี้เป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความนิยมในหมู่แฟนดิสนีย์และนักสะสม พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนตลาดของสะสมและ art toy ในไทยให้คึกคักยิ่งขึ้น

Alex Baillie รองประธานและผู้จัดการทั่วไป Disney Consumer Products, South Asia Pacific กล่าวว่า “ความนิยมในของสะสมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ art toy ที่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนรักและผูกพัน และเป็นสิ่งที่เชื่อมระหว่างแฟนๆกับเรื่องราวที่พวกเขาชื่นชอบ งาน Disney Toy Expo Thailand เป็นเวทีที่ยอดเยี่ยมในการแสดงให้เห็นว่า แบรนด์ต่าง ๆ ได้ตีความคาแรคเตอร์เหล่านี้ใหม่อย่างไร และทำให้สินค้าเข้าถึงทุกเจนเนอเรชันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 กันยายน 2025 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ตร.ม. บน 3 ชั้นงาน มาพร้อมของเล่น ของสะสม ฟิกเกอร์ แกดเจ็ต อุปกรณ์เสริม ของตกแต่งบ้าน เครื่องนอน ไปจนถึงการคอลแลบสินค้าลิมิเต็ดอิดิชัน โดยรวบรวมแบรนด์ลิขสิทธิ์จากผู้จัดแสดง

สินค้าร่วม 40 ร้านค้า มากกว่า 50 บูธ และสินค้ากว่า 2,000 รายการให้มาเลือกชมและเลือกซื้อ กันในที่เดียวภายในงานจะมีสินค้าลิขสิทธิ์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars ที่มาพร้อมการจัดแสดงที่น่าประทับใจจากผู้นำอุตสาหกรรมในระดับโลก

ผู้แสดงสินค้าระดับโลกที่เข้าร่วมได้แก่
• อุปกรณ์มือถือ: Casebang (จีน)
• ของแต่งบ้าน: SundayHome (เวียดนาม), Bestine (จีน)
• ของขวัญและไลฟ์สไตล์: OH!SOME (สิงคโปร์)
• การ์ดสะสม: Bushiroad (ญี่ปุ่น), Disney Lorcana Trading Card Game (สิงคโปร์)
• ฟิกเกอร์สะสม: Hot Toys (ฮ่องกง), Blokees (จีน), Beast Kingdom (ไต้หวัน), Funko (สหรัฐฯ)
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ไทยที่มาในงานนี้ด้วยเช่น
• AppleSheep (แกดเจ็ตและอุปกรณ์มือถือ)
• Asaki (อิเล็กทรอนิกส์)
• SB Furniture (เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน)
• Taketoys (ตุ๊กตา Plush)

สินค้าเปิดตัวพิเศษ คอลเลคชั่นใหม่ Star Wars จาก Blokees , Aliens และ Lotso จาก BBToys ,แอคเซสซอรี Toy Story จาก Casebang และ Mickey Mouse จาก AppleSheep

โดยโปรโมชั่นพิเศษในงาน ส่วนลด 10%–30% โปรโมชั่น “ซื้อ 2 แถม 1” ซื้อครบ 1,000 บาท รับบัตรกำนัลมูลค่า 100 บาท เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ที่จัดต่อเนื่อง และได้รับความสนใจจากแฟนคลับเข้าร่วมร่วมอย่างเนืองแน่น DISNEY TOY EXPO THAILAND 2025 จัดยิ่งใหญ่และจัดเต็มเพื่อแฟนคลับดิสนีย์จริงๆ

อิสระ ชูภักดี ปลุกกกให้ได้เกิดทั้งคนปลูกคนทอคนทำ

ปลุกกกให้เกิด” ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ คนปลูก คนทอ จนถึงคนสร้างสรรค์ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน ผสานดีไซน์ร่วมสมัยและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เสื่อกกไม่ใช่แค่วัสดุท้องถิ่น แต่กลายเป็นแรงบันดาลใจใหม่ในแฟชั่นและการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน โดยการทำงานร่วมกับ ป้าๆ ที่พวกเราเรียกว่าแม่ครู ทุกคนยินดีสอนและให้คำแนะนำแบบไม่หวงวิชา พอได้ลงมือทำเองรู้เลยว่ายากมาก กว่าจะเป็นกกแต่ละเส้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเข้าใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อยากทำ เพราะทำช้า ได้เงินน้อย ในขณะที่เรามองว่านี่แหละคืออาชีพที่ยั่งยืน ไม่ร่ำรวยแต่อยู่ได้ มีความสุข

นายอิสระ ชูภักดี (อิส) ชาวจันทบุรี New Young Craft ปี 2567 เจ้าของแบรนด์ กอกก ( korkok) จังหวัดจันทบุรี คนรุ่นใหม่ที่นำกกมาทำประโยชน์ สร้างเป็นแบรนด์ของตัวเอง คุณอิสจบปริญญาตรี วิชาเอกสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัวกับครอบครัว และเป็นคอลัมนิสต์ให้กับวารสารจันท์ยิ้ม จุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์ (แรงบันดาลใจ)จากปลุกกกให้เกิด พัฒนาต่อยอดอย่างงดงาม KORKOK คือ แบรนด์กระเป๋าเสื่อกกจันทบูร ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวจันทบุรี 

“กกสองน้ำ” กกพื้นถิ่นที่เติบโตในน้ำกร่อย ให้เส้นใยเหนียว มันวาว สวยงาม ทอเป็นเสื่อกกจันทบูรที่มีคุณภาพ แข็งแรง ทนทาน ไม่ขึ้นรา งานหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สู่ผลิตภัณฑ์ GI มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  ปกติคนทำกก พอตากแห้งแล้วก็จะเก็บเป็นสต๊อกไว้ทอเป็นเสื่อตลอดปี เราให้ป้าทอเสื่อให้ พอจะจ่ายเงิน ป้าบอกไม่เอาเงินแต่ขอเป็นกกแห้งแทน เงินดูจะไม่สำคัญเท่าการมีกกไว้ คนทำเสื่อเค้ารู้ดีว่าการมีกกแห้งไว้เหมือนมีทองคำประดับกาย คำว่ากกแพงกว่าทองคำนั้นดูจะเป็นเรื่องจริง เพราะกกคืองาน กกคือสร้างรายได้ กกคือชีวิต ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในรอบนี้  ผลผลิตจาก กกสดราวๆ 700 กก. จ้างตัด จ้างจัก งบประมาณราวหมื่นกว่า ทำแห้งเสร็จรวมยอดได้ 139 กก. ราคาขาย กก.ละ 120 บาท รวมรายได้ 16,680 บาท แต่ในระหว่างขั้นตอน มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งนี่-นั่นกระจายระหว่างทางที่ไม่ได้คิด เบ็ดเสร็จหักลบค่าต้นทุนกับรายได้ะพอดีกัน กำไรไม่เห็น แต่สิ่งที่ได้ คือ รอยยิ้มและความภาคภูมิใจ ต่อวงจรชีวิตกกเพื่อให้คงอยู่ การปลูกกกที่ไม่ได้หวังเพียงกำไร แต่เห็นรอยยิ้มของคนทำเสื่อ มีกกไว้ใช้ก็ดีใจแล้วทำเท่าที่กำลังไหว และจะทำต่อในวิถีชีวิตแบบคนจันทบุรี เราเข้าใจแล้วว่า ‘ขาดทุนคือกำไร‘ มันมีความหมายอย่างไร แม้จะเหนื่อยแต่มีความสุข 

KORKOK ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเรื่องราว จากเส้นกกธรรมชาติสู่ดีไซน์ร่วมสมัย ผสานพลังของ ‘แม่ครูทอเสื่อ’ รุ่นเก๋า กับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สู่แฟชั่นไอเท็มที่งดงามและเปี่ยมเสน่ห์เหนือกาลเวลาจากสิ่งของที่เป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เสื่อจันทบูรถูกพัฒนาต่อยอดเป็นของตกแต่ง ของที่ระลึก และสินค้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย อาทิ กระเป๋า พรม ปลอกหมอน และของประดับบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอีกด้วย

ปลุกกก ให้ได้เกิด ทั้งคนปลูก คนทอ คนทำ
TEL: 085 199 2488
FB  : KORKOK
IG  : KORKOKCHAN

เครดิตภาพ FB  : KORKOK

#KORKOK
#เสื่อกกจันทบูร
#SACIT #สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย
#KORKOK #เสื่อกกจันทบูร
#มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
#ปลุกกกให้ได้เกิดทั้งคนปลูกคนทอคนทำ

SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นสีสันชุมชน” SACIT ร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยผ่านงานกกและเสื่อจันทบูร สู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย

จันทบุรี 24 กรกฎาคม 2568: งาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จันทบุรี จัดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากครูช่างศิลป์และคนรุ่นใหม่ พร้อมเสวนาสุดเข้มข้นที่จะทำให้มองเห็นอนาคตใหม่ของงานหัตถกรรมไทย และส่งเสริมการเยี่ยมชมแหล่งผลิตเสื่อกกและผลิตภัณฑ์จากกก แหล่งเพาะปลูกกก และศูนย์หัตถกรรม จัดโดย สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT

ภายในงาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสเบื้องหลังความงามของงานศิลปหัตถกรรมไทย และเรื่องราวของการทอเสื่อกกอันเป็นเอกลักษณ์ ชมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากเส้นกกที่ผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมและการออกแบบสมัยใหม่ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอปผ่านการสาธิตจริงจากช่างฝีมือท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเองไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้แก่ การสาธิตการทอเสื่อกกแบบดั้งเดิม โดยช่างฝีมือท้องถิ่น, เวิร์กชอปเรียนรู้การออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานจากกก, นิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเสื่อกกจันทบูร ทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย และการเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถศิลป์และช่างฝีมือท้องถิ่นในหัวข้อ “ต้นน้ำที่กำลังจะสูญหาย” และ “โอกาสของกกในมิติต่างๆ” ที่จะทำให้มองเห็นศักยภาพและอนาคตใหม่ของงานหัตถกรรมไทย โดยครูจุไรรัตน์ สรรพสุข ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2558 และคุณอิสระ ชูภักดี คนรุ่นใหม่ New Young Craft 2567

นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์
รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย

นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งเน้นที่จะสร้างความยั่งยืน และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย จึงได้มีการส่งเสริมงานช่างฝีมือดั้งเดิมให้มีการประกอบอาชีพ และพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรมไทย ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ในทุกประเภทของงานหัตถกรรม และทั่วทุกภาคของประเทศ โครงการ “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี นี้ จึงจัดขึ้นเพื่อต่อยอดและส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชน สนับสนุนการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ สืบสานภูมิปัญญาการทอเสื่อกกของชุมชนจันทบุรี และสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมายาวนาน รวมทั้งการต่อยอดงานหัตถศิลป์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และมีส่วนร่วม และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นได้ในระยะยาว เสน่ห์ “กก” และ “เสื่อจันทบูร” หัตถศิลป์ทรงคุณค่าคู่ชุมชนจันทบุรี

“กก” คือพืชท้องถิ่นที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัดจันทบุรี ชาวบ้านนำมาผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยว ตากแห้ง จัดเส้น และย้อมสีอย่างประณีต ก่อนนำมาทอเป็นเสื่อและของใช้ต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน

จุดเด่นของ “เสื่อจันทบูร” อยู่ที่ความละเอียดในการทอ ลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสีสันที่สดใสไม่ซ้ำใคร โดยฝีมือช่างผู้มีประสบการณ์ ประกอบกับคุณสมบัติของต้นกกในพื้นที่จันทบุรีที่มีลักษณะเฉพาะ มีความแข็งแรง คงทน ทำให้เสื่อมีความทนทาน มันวาว เหมาะสำหรับการใช้งานจริง และยังเป็นงานศิลป์ที่สะท้อนถึงรสนิยมและอัตลักษณ์ของชุมชน
จากสิ่งของที่เป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เสื่อจันทบูรถูกพัฒนาต่อยอดเป็นของตกแต่ง ของที่ระลึก และสินค้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย อาทิ กระเป๋า พรม ปลอกหมอน และของประดับบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอีกด้วย

งาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จังหวัดจันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ที่ต้องการส่งเสริม สืบสานงานหัตถศิลป์ไทยร่วมกับชุมชน และนำไปสู่การร่วมกำหนดทิศทางและการดำเนินการร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อให้การเชื่อมโยงงานศิลปหัตถกรรมเข้ากับมิติต่างๆ ของสังคม และการท่องเที่ยว โดยมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน “ครูศิลป์ของแผ่นดิน และครูช่างศิลปหัตถกรรม” และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับ ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับเครือข่ายต่างๆ ให้ได้ร่วมคิด ร่วมทำ เกิดความคิดและทางเลือกใหม่ ๆ เกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็งจากฐานราก มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมในพื้นที่ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม วิถีชุมชน กับการท่องเที่ยวได้อย่างสมดุล ซึ่งช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนาสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

เติมรักกลางเทือกเขาหิมาลัย กับ 7 เหตุผลที่คู่รักควรไปฮันนีมูนที่ภูฏาน

อากาศเย็นตลอดทั้งปีที่ประเทศภูฏานจะเป็นโอกาสสุดเพอร์เฟ็คท์ให้คู่รักได้เติมความรัก และความอบอุ่นซึ่งกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกซึ่งมีเทือกเขาหิมาลัยเป็นฉากหลังอันตระการตา นอกจากภูฏานจะสามารถคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแสนงดงาม ประเทศแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมอีกมากมายหลายประเภทที่เหมาะกับคู่รักซึ่งกำลังเริ่มต้นใช้ชีวิตด้วยกัน ลองดู 7 เหตุผลนี้ แล้วจะรู้ว่าทำไมภูฏานถึงเหมาะกับการฮันนีมูนมากที่สุด

  1. เพราะเป็นดินแดนที่งดงามและเงียบสงบ
    คนทั้งโลกรู้กันดีว่าภูฏานเป็น ‘ดินแดนแห่งความสุข’ ที่นี่เลยเหมาะกับคู่รักที่อยากหาที่พักผ่อนเงียบ ๆ ฟื้นฟูร่างกายหลังจากจัดงานแต่ง และได้ใช้เวลาแบบโรแมนติกร่วมกัน เนินเขาที่เรียงสลับคล้ายภาพวาด ศาสนสถานสมัยโบราณ และทัศนียภาพที่สวยตระการตาจะสร้างพลังบวกสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ ไม่ว่ากิจกรรมที่ทำร่วมกันจะเป็นการเดินสำรวจหมู่บ้านกลางหุบเขา หรือนอนฟังเสียงธรรมชาติ ภูฏานก็จะมอบช่วงเวลาแห่งความสุขอันสมบูรณ์แบบให้กับคุณได้
  2. เพราะเป็นประเทศที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี
    ฤดูหนาวช่วงต้นปีจะสร้างบรรยากาศโรแมนติกด้วยฉากหิมะที่ปกคลุมเทือกเขา และการผิงไฟในบ้านพักแบบโฮมสเตย์ หลังจากนั้นอากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าแจ่มใส่ อากาศเย็นสบายตลอดวัน เหมาะแก่การถ่ายรูป และเดินป่าในเส้นทางที่ชอบ ส่วนคู่รักคู่ไหนที่รักสีเขียวชอุ่มของพืชพรรณ และวัตถุดิบท้องถิ่น ฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่ผลิตผลทางการเกษตรออกผลให้ได้ลิ้มลองรสธรรมชาติ รวมถึงของป่าหายาก และยังมีเทศกาลเฉลิมฉลองให้เข้าร่วมอีกมากมาย
  3. เพราะจะสร้างนิยามใหม่ของความโรแมนติก
    ภูฏานไม่ได้มีแค่ธรรมชาติที่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะสร้างรสชาติใหม่ของความรักให้กับคู่ของคุณ การเดินขึ้นเขาเพื่อไปยังวัดถ้ำเสือ (Tiger’s Nest Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาเป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาด เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่คู่รักจะได้พิชิตเส้นทางศักดิ์สิทธิไปพร้อมกัน หรือจะเยือนพูนาคาซอง ป้อมปราการศักดิ์สิทธิซึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการสำคัญซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพูนาคา อดีตราชธานีของภูฏาน หรือจะเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นในหุบเขาอันเงียบสงบของเมือง บุมทัง และ กังเตย์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปจากเมืองหลวง เหมาะกับการใช้เวลาอยู่ร่วมกันสองต่อสองเป็นที่สุด
  4. เพราะสามารถบอกรักกันและกันผ่านอาหารภูฏาน
    ร้านอาหารในประเทศภูฏานจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกแสนเรียบง่าย อย่างเช่นที่ร้าน Folk Heritage Museum ที่นำเสนออาหารภูฏานแท้ มาพร้อมกลิ่นอายของประเพณี และวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม หรือที่ร้าน Babesa Village ซึ่งเสิร์ฟอาหารภูฏานแบบร่วมสมัยในบ้านเก่าอายุกว่า 600 ปี ส่วน Champaca Café ที่เมืองพาโร จะเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ตกแต่งได้น่ารัก เหมาะสำหรับนั่งพักระหว่างการเดินทาง หรือนั่งพูดคุยกันสองคนพร้อมจิบกาแฟกลิ่นหอม สำหรับใครที่อยากลองมื้อแบบมังสวิรัติ ต้องไปที่ร้าน Sonam Trophel และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือร้าน Zombala เพราะเกี๊ยวนึ่ง และพริกผัดชีสของเขา อร่อยขึ้นชื่อจนกลายเป็นร้านที่คนท้องถิ่นแนะนำเป็นเสียงเดียวกัน
  5. เพราะรวมสถานที่เที่ยวสุดประทับใจ ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย
    ใครที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับฮันนีมูนเพื่อเก็บความทรงจำให้อยู่ในใจตลอดไป ภูฏานตอบโจทย์ในทุกข้อ เพราะภูมิประเทศในแต่ละจังหวัดมีความสวยงามที่แตกต่างกันไป เช่น จุดชมวิวโดชูล่า (Dochula Pass) ทางผ่านระหว่างไปเมืองพูนาคา ที่สามารถมองเห็นยอดเขาหิมะหลายแห่งซึ่งทอดตัวเรียงกันอย่างสวยงาม ส่วนสถานที่สุดโรแมนติกต้องยกให้เมืองพูนาคา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมระดับลักซ์ชูรีหลายแห่ง ได้ทั้งทิวทัศน์ของแม่น้ำ Mo Chhu และภูเขาอันเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายรูปในโมเม้นต์แสนโรแมนติก
  6. เพราะมีกิจกรรมผจญภัยสุดตื่นเต้น
    คู่รักคู่ไหนที่มาสายแอดเวนเจอร์ ก็มาใช้เวลาฮันนีมูนที่ภูฏานได้เหมือนกัน เพราะรวมกิจกรรมสุดตื่นเต้นให้เลือกทำได้มากมาย ตั้งแต่การล่องแก่งในแม่น้ำ Pho Chhu และ แม่น้ำ Mo Chhu พร้อมชมวิถีชีวิตสองข้างทาง และมองเห็นสะพานแขวนที่ประดับตกแต่งด้วยธงมนต์หลากสี ส่วนใครที่ฟิตร่างกายมาอย่างเต็มที่ต้องไม่พลาดเส้นทางเดินป่าสุดมันที่ Jomolhari และ Druk Path ซึ่งจะได้เห็นภูมิประเทศในมุมที่ต่างออกไป หลังเสร็จกิจกรรมแล้ว แนะนำให้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าด้วยการแช่น้ำหินร้อนสไตล์ดั้งเดิม ส่วนใครที่มองหาประสบการณ์ที่อยากทำสักครั้งในชีวิต ต้องลองเล่นพาราไกลดิ้งพร้อมกัน เพราะจะได้เห็นประเทศภูฏานในมุมสูง และได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คู่รักที่เคยทำกิจกรรมนี้!
  7. เพราะเป็นประเทศที่ความลักซ์ชูรีผสานกับวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว
    หากเคยลองมาเข้าพักในรีสอร์ทระดับลักซ์ชูรีที่ประเทศภูฏาน ก็จะพบว่าทั้งการตกแต่ง และงานบริการได้สอดแทรกประเพณี และวัฒนธรรมของความเป็นภูฏานไว้อย่างลงตัว คู่รักสามารถเลือกดินเนอร์สุดโรแมนติกใต้แสงเทียน ปรนนิบัติร่างกายกับทรีตเมนต์ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่น หรือเลือกห้องพักซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้แบบพาโนรามาสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าคุณจะเข้าพักในรีสอร์ทแบบไหน ก็มั่นใจได้เลยว่าทุกประสบการณ์จะเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ เหมาะสมกับการฮันนีมูนที่สุด

วิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติแสนยิ่งใหญ่ จะทำให้เวลาที่ประเทศภูฏานเดินช้ากว่าที่ไหน เปิดโอกาสให้ทุกคู่รักได้มีช่วงเวลาคุณภาพ ราชอาณาจักรแห่งนี้จะมอบทั้งความสุข ความเป็นส่วนตัว และความทรงจำที่ดี ให้ภูฏานเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นชีวิตคู่ของคุณ และสร้างรอยยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึง

ม.ราชภัฏเพชรบุรีร่วมกับ บพข. จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรมละมุน ธรรมชาติละไม เที่ยวสุขใจที่พริบพรี

เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยอาจารย์ ดร.มธุรส ปราบไพรี อาจารย์ ดร.มลทิชาโอซาวะ และ อาจารย์ ดร.อัจฉราวรรณ เพ็ญวันศุกร์ จัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดเพชรบุรี “วัฒนธรรมละมุน ธรรมชาติละไม เที่ยวสุขใจที่พริบพรี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่อง การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อยกระดับเมืองสร้างสรรค์ของจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้แผนงานวิจัยการพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อยกระดับเมืองสร้างสรรค์ของจังหวัดเพชรบุรี ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยครั้งนี้ได้นำภาคีที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และคณะนักท่องเที่ยว เยือนชุมชนบางตะบูน ชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี ชุมชนบ้านถ้ำเสือ จำนวนกว่า 50 ราย โดยมี ผอ. ดวงใจ  คุ้มสอาด ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี  ร่วมเดินทาง  

อาจารย์ ดร.มธุรส ปราบไพรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ผู้รับผิดชอบกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการทดสอบกิจกรรมครั้งนี้  เพื่อประเมินเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้ออกแบบขึ้นมา ศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวและภาคีที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาและส่งเสริมเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เหมาะสมของจังหวัดเพชรบุรี 

หลักการของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีทั้งหมด 7 อ. ได้แก่
อ.1 คือ อาหาร รับประทานอาหารของท้องถิ่นที่ผ่านการปรุงและใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น มีคุณค่าทางโภชนาการ ปลอดสารและปลอดภัย เช่น อาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเค็ม ความหวาน เป็นต้น

อ.2 อากาศ อยู่ในพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่อากาศที่สะอาด บริสุทธิ์ มีความเป็นธรรมชาติ สร้างความสดชื่นเพื่อช่วยให้ปอดได้พักและรับออกซิเจน พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวไม่แออัดและไม่มีมลพิษสูง เช่น ฝุ่น PM 2.5, ควัน, และสารเคมีโลหะหนัก เป็นต้น 

อ.3 ออกกำลังกาย การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเพื่อบริหารร่างกายให้เกิดการเคลื่อนไหว ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดี เพิ่มการกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดี เสริมสร้างกล้ามเนื้อ บำบัดความเครียด ลดอาการเจ็บปวดบางอย่าง และช่วยให้ระบบประสาททำงานดีขึ้น 

อ.4 อารมณ์ มีอารมณ์รื่นเริง ยินดี มีความสุข ผ่อนคลาย สนุกสนาน มีจิตแจ่มใส และเพลิดเพลิน จากการทำกิจกรรมหรือการได้รับประสบการณ์ในการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน

อ.5 อดิเรก ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มพูนคุณค่า มีคุณค่าทั้งร่างกายและจิตใจ สร้างความสุข และสนุกสนาน

อ.6 อนามัย แหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการที่มีความสะอาดและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย 

อ.7 อนุรักษ์ ใส่ใจและตระหนักการสร้างพฤติกรรมที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้พลาสติก การจัดการขยะ การรักษาธรรมชาติ การสนับสนุนวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการกระตุ้นจิตสำนึกในการดูแลโลกและตัวเอง”

อาจารย์ ดร.มธุรส ปราบไพรี กล่าวต่อว่า ทางคณะผู้จัดการทดสอบได้กำหนดลงพื้นที่ชุมชนเพื่อทำกิจกรรมไว้ 3 ชุมชน คือบางตะบูน อำเภอบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ชุมชนบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งด้านศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวและมีวัฒนธรรมที่โดดเด่น ในทั้ง 7 อ. ดังที่กล่าวมาแล้ว 

อย่างชุมชนบางตะบูน  ก็จัดให้มีการล่องเรือเพื่อชื่นชมและเพลิดเพลินไปกับวิถีชุมชนชาวประมง ทางนักท่องเที่ยวนอกจากจะได้ล่องเรือสัมผัสกับบรรยากาศของผืนน้ำและชุมชนสองฝั่งแม่น้ำ ยังมีการจัดให้ชมการเลี้ยง หอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ บริเวณปากอ่าวบางตะบูน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเลี้ยงหอยอันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งบริเวณท่าน้ำวัดปากอ่าวบางตะบูนมีเรือสำหรับนำนักท่องเที่ยวโดยไต๋เรือชาวชุมชนคอยให้การต้อนรับ 

ผู้จัดกิจกรรมกล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ก่อนที่จะล่องเรือ ทางคณะผู้จัดฯ ได้นำสู่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เทศบาลตำบลบางตะบูน เพื่อทำเวิร์คช็อป การทำผ้ามัดย้อม การนำวัสดุเหลือใช้เช่นแห อวนมาถักทอเป็นกระเป๋าใส่ของใช้ การทำขนมโบราณ การใช้ปลิงบำบัดนำเสนอการรักษาสุขภาพโดยปลิง 

ร้านยุ้งเกลือ ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ที่บ้านแหลม ที่ที่ไม่ใช่เพียงแค่ร้านอาหารที่มีวิวสวยแต่อาหารอร่อย แต่ถือเป็นร้านที่มีตำนานของชุมชนนาเกลือที่ทำนาเกลือมากว่าแปดสิบปี และบอกเล่าเรื่องราวผ่านพิพิธภัณฑ์ของทางร้านโดยคนรุ่นที่สี่ 

การเยือนชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำเพชรบุรี อำเภอเมือง เริ่มต้นกิจกรรมจากที่พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย ด้วยการเวิร์คช็อปเรียนรู้การตอกกระดาษ ก่อนจะพาคณะเดินชมชุมชนเก่าริมน้ำ เดินชมสตรีทอาร์ทและวิถีชุมชน นมัสการหลวงพ่อวัดมหาธาตุ ก่อนจะกลับมาทานอาหารในแบบขันโตกโดยนำเสนออาหารเชิงสุขภาพ พร้อมกับรับชมหนังใหญ่และการฝึกเชิดหนังใหญ่ การแสดงละครชาตรีละครพื้นบ้านที่ส่งต่อทางวัฒนธรรมจากเด็กๆ และชาวชุมชน โดยพี่น้อย – คุณรมยกรณ์ เอราวัณ 

ในวันถัดมา เป็นการทำกิจกรรมที่ชุมชนถ้ำเสือที่ขึ้นชื่อด้านชุมชนท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จัดให้ร่วมกิจกรรมสาธิตทำทองม้วนเงินล้าน ทองม้วนน้ำตาลโตนด โดย คุณยายวรรณา อินมี ผู้คิดสูตร  เรียนรู้กิจกรรมเสือปั้นไข่ สอนการทำไข่เค็มหมักดอกอัญชัญ การร่วมอนุรักษ์ป่าด้วยการนำเมล็ดพันธ์พืชไม้ยืนต้นไปปั้นดินยิงหนังสติ๊กเพื่อปลูกป่าโดย พี่น้อย – คุณสุเทพ พิมพ์ศิริ เป็นกิจกรรมสุดท้าย”

ทั้งนี้ หลังจากการทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทางคณะผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้จะนำข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นต่างๆ จากผู้ร่วมกิจกรรมเพื่อนำไปปรับปรุงและนำเสนอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่อไป